มาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
การออกกำลังกาย
เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่ออวัยวะทุกส่วนของร่างกายไม่ว่าจะเป็นระบบกล้ามเนื้อหัวใจหรือระบบไหลเวียนของโลหิต การออกกำลังกายทำให้ร่างกายของเราได้ผ่อนคลาย เนื่องจากมีสารที่จำเป็นบางอย่างหลั่งออกมา ทำให้รู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าอยากจะทำงานในวันนั้น สำหรับคนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนเลย การเริ่มต้นออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเลือกวิธีออกกำลังกายตามที่ตนเองถนัด จะทำให้อยากออกกำลังกาย อย่างน้อย ๆ แบ่งเวลาสำหรับออกกำลังกายประมาณ 15 นาทีในตอนเช้าหรือถ้าไม่มีเวลาก็อาจจะ 15 นาทีในตอนเย็นเป็นอย่างน้อย
ประโยชน์ของการออกกำลังกาย
ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง รูปร่างสวยได้สัดส่วน น้ำหนักก็จะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากนี้ยังทำให้สุขภาพจิตดี มีอารมณ์ดีไม่หงุดหงิดง่ายและสามารถประกอบกิจกรรมประจำวันได้เป็นอย่างดี สามารถป้องกันหรือควบคุมโรคภัยหรือโรคร้ายต่าง ๆ ได้ อย่างเช่น โรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มสมรรถภาพการทำงานของระบบหัวใจ ปอด หลอดเลือดและระบบการไหลเวียนของโลหิตให้เป็นไปอย่างปกติ ก่อนออกกำลังกายควรวอร์มร่างกายก่อนเสมอ เพราะเนื่องจากร่างกายจะมีการปรับตัวก่อน อย่างน้อยก็ควรลองเดินอย่างช้า ๆ ก่อนสักประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้ร่างกายรู้สึกว่าร่างกายได้ทำงาน ในกรณีที่ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวอย่างเช่น โรคหัวใจโรคความดันโลหิตสูง ก่อนจะออกกำลังกายก็ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อน อย่างน้อยก็ควรจะตรวจร่างกายปีละ 1-2 ครั้ง ว่าร่างกายเรานี้สามารถที่จะออกกำลังกายได้มากน้อยเพียงไร และออกวิธีใดจึงจะเหมาะสมกับโรคของเรา ขณะที่ออกกำลังกายทุกครั้ง ควรจะต้องคำนึงถึงหลักง่าย ๆ ดังนี้ ต้องทราบถึงอาการที่จะเกิดขึ้นขณะออกกำลังกายว่า เกิดอาการเหล่านี้จะต้องหยุดการออกกำลังกายทันที เพราะอาการเหล่านี้จะเป็นอาการที่เตือนให้เราทราบว่าเป็นอันตราย ได้แก่ อาการเหนื่อยมากผิดปกติหรือมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกด้านซ้าย หรือมีอาการเวียนศีรษะ เหงื่อออกมากผิดปกติ ซึ่งปกติบางคนนั้นออกกำลังกายเหงื่อไม่ออกคือออกซึม ๆ เมื่อเหงื่อออกมากกว่าทุกวันก็ถือว่าผิดปกตินอกจากนั้นอาจจะมีอาการจุกแน่นร้าวไปที่ไหล่และแขนด้านซ้ายหรือมีอาการใจสั่นหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม จะต้องหยุดออกกำลังกายทันที หลังออกกำลังกายนั้นไม่ควรอาบน้ำทันที ควรจะนั่งพักสักครู่ให้หายเหนื่อย อย่างน้อย 5-15 นาที หากไม่มีเวลามา 5 -10 นาทีก็เพียงพอแล้ว เพื่อให้ระบบหัวใจและระบบการไหลเวียนของโลหิตสู่สภาวะปกติก่อน หลังจากนั้นค่อยทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามปกติต่อไป
แนวทางการปฏิบัติในการออกกำลังกาย
สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยออกกำลังกายเลยแบ่งออกเป็น 2 จำพวก กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว อย่างเช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคข้อเสื่อมกลุ่มนี้จะต้องอยู่ในการควบคุมและการดูแลของแพทย์ อาจจะให้แพทย์แนะนำว่าควรจะออกวิธีไหนจะถูกต้องตามโรคที่เราเป็นอยู่ หรือออกอย่างไร แค่ไหน ปริมาณเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอต่อเราในวันหนึ่ง ๆ กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่ไม่มีโรคประจำตัวเลย อาจจะเป็นผู้ที่เคยกำลังกายมาบ้างแล้ว หรือไม่เคยออกเลย สำหรับในรายที่ออกกำลังกายมาบ้างแล้วก็ออกไปได้ตามปกติสำหรับผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายและไม่มีโรคประจำตัวก็สามารถที่จะเริ่มได้อย่างน้อยก็ประมาณ 5 นาทีก่อนแล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น 10, 15, หรือ 20 นาทีหลังจากนั้นก็ประมาณตัวเองว่าสมควรจะออกกำลังกายขนาดไหนถึงจะเหนื่อย แล้วก็หยุด สำหรับผู้สูงอายุนั้นในขั้นแรกต้องให้แพทย์ตรวจร่างกายก่อนทุกครั้งเพราะผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะมีโรคแทรกซ้อนอยู่แล้วหรืออาจจะมีโรคประจำตัวหลายอย่าง อย่างเช่น ข้อเสื่อม หัวเข่าเสื่อม ข้อเท่าเสื่อมอันนี้อันตรายมากถ้าเกิดผู้สูงอายุจะออกกำลังกายโดยพละการไม่ปรึกษาแพทย์ อาจจะทำให้เข่านั้นหรือข้อนั้นเสื่อมลงไปได้อีก ดังนั้นจึงควรจะตรวจสภาพร่างกายทั่ว ๆ ไปก่อนไม่ว่าจะตรวจคลื่นหัวใจ ตรวจเอ็กซเรย์ปอด วัดความดันหรือตรวจเลือด เพื่อจะตรวจดูว่ามีโรคหัวใจหรือโรคเบาหวานแทรกซ้อนอยู่ด้วยหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำว่าให้ออกกำลังกายแบบไหน หรือมากน้อยเพียงไร ผู้ป่วยที่เป็นโรเบาหวาน โรคหัวใจหรือผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องข้อเข่าเสื่อมนี้ควรจะระมัดระวังมากเป็นพิเศษในการออกกำลังกาย ข้อสำคัญที่สุดไม่ควรออกกำลังกายอย่างหนักหรือหักโหม หรือนานเกินไป ออกกำลังกายไม่น้อยกว่า 15 นาทีในแต่ละวัน สำหรับในรายที่ผู้ป่วยสูงอายุมีโรคแทรกซ้อนอยู่ด้วย หากผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวานเมื่อมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเวียนศีรษะ หรือมีอาการหายใจหอบมากผิดปกติให้หยุดออกกำลังกายทันทีเพราะนั่นเป็นสัญญาณเตือนบอกให้ทราบว่าหัวใจเริ่มทำงานหนักแล้ว อาจจะเป็นอันตรายได้ สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องข้อเข่าเสื่อม อริยาบทที่ควรหลีกเลี่ยงในแต่ละวันที่ใช้เป็นประจำ เช่น นั่งพับเพียบ นั่งยอง ๆ หรือนั่งเข่าพับ นั่งขัดสมาธิเวลาที่เราสวดมนต์หรือไปวัด หรือไหว้พระ อริยาบทเหล่านี้จะทำให้ข้อเข่าของผู้ป่วยเสื่อมได้ง่ายขึ้นควรจะหลีกเลี่ยงในการยืนหรือเดินนาน ๆ หรือขึ้นบันไดบ่อย ๆ เพื่อให้ข้อเข่านี้แข็งแรงและไม่เสื่อมง่าย การออกกำลังกายที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจ หรือโรคหัวข้อเข่าเสื่อม ควรจะออกกำลังกายท่าเบา ๆ ไม่ควรจะนานหรือหักโหมจนเกินไป ออกกำลังกายในแต่ละครั้งก็ประมาณ 5-15 นาทีเป็นอย่างน้อยในแต่ละวัน หากรู้สึกว่าออกกำลังกาย 10 นาที แล้วรู้สึกเหนื่อยก็ให้หยุดทันที วิธีการที่จะแนะนำให้ 2 วิธีดังนี้ วิธีที่แรก คือการเหยียดขา ให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม โรคหัวใจ หรือโรคเบาหวานนั่งตัวตรงก้นชิดพนักเก้าอี้และให้นั่งห้อยขาสองข้างลง เหยียดขาขึ้นที่ละข้างจนเข่าเหยียดตรง พร้อมกับกระดกปลายเท้าขึ้น ทำสลับซ้ายขวา สลับกันนับ 1 ถึง 3 แล้วก็วาง จะเป็นท่าที่ดีที่สุดสำหรับผู้สูงอายุ คือไม่ต้องยืนไม่ต้องเหนื่อยและเข่าก็ไม่เสื่อมด้วย วิธีที่สอง การงอเข่าขึ้นด้านหลัง วิธีนี้ผู้สูงอายุนั้นสามารถยืนได้ ให้ผู้สูงอายุเกาะขอบโต๊ะไว้ แล้วก็ยืนตัวตรง แต่ให้งอขาขึ้นไปทางด้านหลังทีละข้างจนสุดแล้วก็วางลง ทำซ้ายขวาสลับกัน วิธีนี้จะเป็นประโยชน์มากสำหรับผู้สูงอายุที่มีข้อเข่าเสื่อม จะรักษาข้อเข่านั้นไม่ให้เสื่อมมากยิ่งขึ้น สำหรับคนที่ร่างกายปกติและอยากจะออกกำลังกาย คือไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนเริ่มที่จะออกกำลังกายก็ต้องปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควรเลือกวิธีการออกกำลังกายที่ตนเองชอบและถนัด เช่น ชอบเล่นแบดมินตันในการออกกำลังกายก็ต้องเริ่มเหมือนคนอื่นทั่ว ๆ ไป ในคนป่วยนั้นอาจจะเริ่มแค่ 5 นาที แต่เราอาจจะ 15 นาทีก่อนก็ได้ หากเรารู้สึกว่ายังคงออกกำลังกายต่อไปไหวจาก 15 ก็เป็น 20 หรือเป็น 30 นาทีก็ได้เป็นอย่างน้อย หากเหนื่อยก็พักได้ถึงแม้ว่าร่างกายจะปกติเราสามารถที่จะจับชีพจรของเราได้ไปหาแพทย์หรืออาจจะเป็นพยาบาลก็ได้ให้เขาสอนวิธีการจับชีพจร เมื่อชีพจรเกินร้อยกว่าขึ้นไปใน 1 นาทีก็เป็นการแสดงให้รู้ว่าเหนื่อยแล้ว ต้องออกกำลังกายให้ช้าลงโดยไม่หักโหมมากนัก จะทำให้เป็นลมหรือหมดสติไปได้
จาก http://www.stou.ac.th/Thai/Offices/Oce/Knowledge/1-47/page13-1-47.html
Read User's Comments(0)
อาหารสําหรับลดความอ้วน

อาหารลดน้ำหนักแบบผอมทันใจ
| มื้อเช้า ไข่ต้ม 1 ฟอง เป็นอาหารเช้า 4 วันติดกัน อีก 3 วันที่เหลือกิน กล้วย 1 ผล |
มื้อเย็น ผักนึ่งกับน้ำพริก ไม่ทานข้าวเพราะข้าวมีแป้งเยอะ กินอย่านี้ตลอด 7 วันถ้าไม่ชอบน้ำพริกให้กินแกงจืดผักเยอะและใส่เห็ดฟาง ก็ได้ ขอให้มีความสุขกับการลดน้ำหนักนะ มีความตั้งใจด้วย จะได้ประสบผลสำเร็จเร็วๆ ขอให้ผอมและหุ่นดีกันทุกคนนะ
วิธีออกกําลังกาย "หุ่นเฟิร์ม กระชับ ทุกสัดส่วน"
วิธีออกกําลังกาย "หุ่นเฟิร์ม กระชับ ทุกสัดส่วน"
วันนี้เรามี วิธีออกกําลังกาย ให้ หุ่นเฟิร์ม กระชับ ทุกสัดส่วนค่ะ คุณผู้หญิงคนไหนที่ยังไม่เบื่อกับ วิธีออกกําลังกาย ล่ะก็เราขอท้าให้คุณลอง วิธีออกกําลังกาย ของเราค่ะ แล้วคุณจะได้มี หุ่นเฟิร์ม กระชับ ทุกสัดส่วนอย่างที่ใจคุณต้องการเลยค่ะ เรียกได้ว่าห่างไกลไขมันหรือน้ำหนักที่กวนใจคุณไปได้เลยค่ะ
วิธีออกกําลังกาย วิธีที่จะช่วยให้คุณหุ่นดี
ปล่อยหมัดขวาแย็บออกไปด้านหน้าพร้อมเหยียดขาขวาให้ตึงด้วย ระหว่างนี้อย่าลืมบิดสะโพกไปด้านขวาเล็กน้อยหมัดที่ปล่อยออกไปพยายามเหยียดให้ตึงและฝ่ามือคว่ำลง จากนั้นให้สลับหมัดเป็นอีกข้างหนึ่งอย่างรวดเร็วหมัดข้างที่ดึงกลับให้กลับมาไว้ที่ตำแหน่งใต้คางเช่นเดิม
ทำซ้ำประมาณ 3-4 ครั้ง หรือให้ครบ 1 นาทีก็ได้
ต้นแขนกระชับ
อุปกรณ์เสริมที่ต้องนำมาใช้สำหรับท่านี้ก็คือ ดัมเบลล์ค่ะ เมื่อเลือกดัมเบลล์ที่เหมาะสมแล้วให้ยืนแยกเท้าทั้งสองข้างออกประมาณสะโพก โดยให้ฝ่ามือที่ถือดัมเบลล์หันเข้าลำตัว
เพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อขา
นอนหงายบนพื้นราบงอเข่าซ้ายขึ้นค่อย ๆ ดึงหัวเข่าขวาให้ชิดกับหน้าอก จากนั้นค่อย ๆ เหยียดขาขวาขึ้นตั้งฉากกับพื้นช้า ๆ โดยใช้มือทั้งสองข้างจับบริเวณต้นขาไว้ เพื่อช่วยในการทรงตัว ค้างไว้ประมาณ 2 วินาที
อย่าลืมนะคะว่า ควรออกกำลังกายให้สนุกควบคู่ไปกับการทานอาหารให้สมดุลรับรองค่ะว่าคุณสาว ๆ จะมีหุ่นเฟิร์มสวย และแข็งแรงไม่แพ้สาวคนอื่น ๆ แน่นอน เห็นไหมคะว่าจะสวยทั้งทีไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย จริงไหมคะ?
ขอขอบคุณข้อมูลจาก สวยด้วยแพทย์ ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
ได้ประโยชน์แถมหุ่นดี
จะดีแค่ไหนถ้าอาหารที่คุณทานนั้นได้ทั้งสุขภาพที่ดีและรุปร่างที่ดีควบคู่กันไปด้วย วันนี้เอาใจสาวๆที่ลดน้ำหนักและมีสุขภาพที่ดีควบคู่กันไปด้วย เราจึงมีอาการเพื่อสุขภาพมาแนะนำให้คุรสาวๆ ลองไปหารับประทานเพราะนอกจากอาหารเหล่านี้จะช่วยในการลดน้ำหนักแล้ว ยังอุดมไปด้วยประโยชน์มากมายอีกด้วยค่ะ
- พริก
ไม่ว่าจะเป็นพริกฝรั่ง พริกไทย พริกหยวก พริกชี้ฟ้า สารพักตระกูลพริก จะมีสารเผ็ดร้อน เรียกว่า แคปไซซิน ช่วยเพิ่มความร้อนให้กับร่างกายเผาผลาญไขมัน ใครที่สามารถกินเผ็ดได้ก็ลองเพิ่มพริกสดหรือใช้พริกเป็นส่วนผสมในเมนูอาหาร ได้ตามใจชอบ
- หน่อไม้ฝรั่ง หรือ เอสพารากัส
จะมีกรดแอสพาราจีนช่วยในการขับน้ำออกจากร่างกายแต่ไม่มีคุณสมบัติในการ เผาผลาญไขมันโดยตรง ใช้รับประทานเป็นผักสลัดหรือใช้ในการประกอบอาหารในแต่ละมื้อได้ดี มีรสชาติอร่อย กินบ่อย ๆ รับรองหุ่นดี สบายใจได้
- สาหร่าย
จะมีคุณสมบัติในการขับน้ำที่ไม่จำเป็นออกจากร่างกายรวมถึงของเสียในร่าง กายทำให้รู้สึกไม่อึดอัดและกระฉับกระเฉง ใครที่ไม่ชอบรับประทานสาหร่ายคงต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ มีหลากหลายเมนูที่เรานำเอาสาหร่ายมาประกอบแล้วอร่อยด้วยได้ประโยชน์ด้วย
- เครื่องดื่มประเภทชาเขียว
ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยไฟร์บวร์กประเทศเยอรมนีระบุว่า การดื่มชาเชียววันละ 4 แก้ว จะสามารถช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันได้และมีผลดีต่อสุขภาพ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นชาเขียวที่ไม่ใส่น้ำตาลเท่านั้น
- กาแฟ
จะมีสารคาเฟอีนช่วยกระตุ้นเอนไซม์ซึ่งทำหน้าที่เผาผลาญไขมัน การดื่มกาแฟจะให้ผลดีเมื่อดื่มเพียง 1 แก้วในตอนเช้า และอีก 1 แก้ว ตอนหลังเที่ยง
- ไวน์แดง
การดื่มในปริมาณที่พอเหมาะจะมีสารบางอย่างที่ไปช่วยขัดขวางการดูดซึม ไขมันในร่างกาย แต่ไม่ควรดื่มมากจนเกินไปเพราะไวน์แดง 1 แก้ว ให้พลังงานถึง 72 แคลลอรี่ ทีเดียว
แต่ทั้งหมดนี้ถ้าให้การเผาผลาญไขมันเป็นไปได้ด้วยดี แค่การรับประทางเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอต้องอาศัยการออกกำลังกายควบคู่ ไปด้วยจะเป็นผลดีที่สุดแค่นี้หุ่นสวยสุขภาพดีคงไม่ไกลเกินความพยายาม
ความเชื่อที่ว่า การดื่มน้ำในขณะรับประทานอาหารทำให้เกิดโทษนั้นไม่เป็นความจริง เพราะน้ำย่อยที่จางลงมีน้ำปนอยู่ด้วยนั้นสามารถย่อยได้ดีเท่า ๆ กับน้ำย่อยที่ไม่มีน้ำปนอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นแม้จะดื่มน้ำมากในขณะรับประทานอาหารถ้าเคี้ยวอาหารให้ละเอียดพอ สมควรแล้วก็ไม่ทำให้เกิดผลเสียอะไรแต่กลับจะช่วยให้ย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น ด้วยซ้ำไป
ขอบคุณข้อมูลจาก www.n3k.in.th
เรียบเรียงโดย kaew
การเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพของหัวใจ

1. อย่าใช้เนยสดหรือมาการีนแข็งทาขนมปัง ให้ใช้มาการีนชนิดนุ่มที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนแทน
2. อย่าใช้น้ำมันหมู เนยสด หรือมาการีนชนิดแข็งตัวในการปรุงอาหาร และทำขนมอบ ให้ใช้น้ำมันข้าวโพด หรือน้ำมันดอกทานตะวัน และมาการีนที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน
3. รับประทานเนื้อหมูหรือเนื้อวัวให้น้อยลง โดยเฉพาะเนื้อติดมัน เบคอนและเครื่องในสัตว์ ถ้าจะรับประทานให้เอาส่วนมันออกเสียก่อน และควรปิ้งหรือย่างดีกว่าทอด รับประทานเนื้อปลาและเนื้อสัตว์ปีกให้มากกว่าเนื้อหมูและเนื้อวัว และอย่ารับประทานน้ำมันที่ออกมาจากเนื้อสัตว์ขณะทำให้สุก ไม่ว่าจะนำไปทำซอสราดบนเนื้อสัตว์ (ที่เรียกว่าน้ำเกรวี่) ก็ตาม
4. งดใช้ครีมและนมที่มีไขมันเนยเต็มอัตราไม่ว่าจะดื่มหรือปรุงอาหาร ให้ใช้นมที่เอาไขมันเนยออกแล้วที่เรียกว่าสกิมมิลค์
5. ลดไข่และเนยแข็ง รับประทานได้ไม่เกิน 3 ฟองต่อสัปดาห์ และให้รับประทานเนยชนิดคอตเตจ (cottage cheese) หรือเนยแข็งที่ทำมาจาก สกิมมิลค์ก็ได้
6. งดเค้กและขนมอบทุกชนิดที่วางขายในท้องตลาด และเมื่อจะทำเองที่บ้านควรใช้ไขมันชนิดมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนแทนด้วย
7. ลดอาหารคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านกรรมวิธีแล้ว โดยเฉพาะน้ำตาลและแอลกอฮอล์ ให้รับประทานผักและผลไม้ ใช้น้ำผึ้งหรือน้ำตาลทรายแดงช่วยให้ความหวานแทนน้ำตาลทรายขาว
8. เมื่อออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน พยายามเลี่ยงอาหารประเภทตับบด เนยแข็ง ครีม ไข่ ซุปข้นที่มีมัน ซอสที่ราดบนอาหารและเนื้อสัตว์ติดมัน
9. เมื่อรับประทานอาหารฝรั่งควรเลือกน้ำผลไม้คั้น ผลไม้จำพวกแตง หรือซุปใส และรับประทานแต่เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันโดยเลือกเนื้อสัตว์ปีกและเนื้อปลาไว้เสมอ ไม่ควรลืมรับประทานผักสด ตบท้ายด้วยผลไม้แทนเค้กหรือของหวานอื่น ๆ
เรียบเรียงโดย kaew
อาหารที่ดีสร้างชีวิตให้ยืนยาว
อยากมีชีวิตยืนยาวไปนานๆ กันไหม มาลองสร้างเกราะให้สุขภาพ
ส่วนแคลเซียมสร้างความแข็งแกร่งให้กระดูก ฟัน ไม่ให้เปราะและหักง่าย
แอ๊ปเปิ้ล สัปดาห์ละ 5 ลูก
มีผลวิจัยยืนยันแล้วว่า การกินแอ๊ปเปิ๊ลอาทิตย์ละ 5 ลูกช่วยลดคอเสเตอรอลในร่างกายและขับถ่ายออกจากร่างกายแทนการดูดซึมไปใช้ แถมเสริมประสิทธิภาพการทำงานของปอด และล้างสารพิษที่เกาะบริเวณปอด อันเป็นสาเหตุให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจบกพร่อง โรคหืด และมะเร็งปอด
ดื่มชาวันละ 3-4 แก้วต่อวัน
ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันไม่ให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายเสื่อมสภาพเร็วขึ้น แถมช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะเส้นเลือดในสมองแตกและโรคหัวใจ อีกทั้งมีคุณสมบัติในการช่วยล้างไขมันจากอาหารที่กินเข้าไป ชาวจีนจึงนิยมดื่มชาร้อนหลังอาหาร
ขึ้นฉ่ายวันละ 2-3 ก้าน
ในขึ้นฉ่ายมีสารอาหารที่ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ลดความดันและสารอันตรายที่ก่อให้เกิดมะเร็งจากความเครียด ถ้ากินสดๆ ได้จะดีมาก เพราะช่วยให้วิตามินซีไม่ถูกทำลายจากกรรมวิธีการปรุงแล้ว ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคได้
กระเทียมสดอย่างน้อยวันละ 5-7 กลีบ
ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร ขับลม ลดไขมันในเลือด ป้องกันโรคเส้นเลือดในหัวใจตีบและความดันโลหิตสูง อีกทั้งช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็งในร่างกายที่เกิดจากการวิธีปรุงอาหาร ทั้งการปิ้ง ย่าง ทอด ที่ใช้ความร้อนจัด|
ข้าวซ้อมมืออาทิตย์ละ 7 ถ้วย
ใยอาหารในธัญพืชเหล่านี้ ทำหน้าที่ทำความสะอาดลำไส้ช่วยขัดสารพิษรวมทั้งสารก่อมะเร็งต่างๆ ออกไปจากร่างกาย ลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานและโรคหัวใจ แถมกินแล้วยังช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็ว เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับสาวกลัวอ้วนทั้งหลาย
ปลาทะเลสัปดาห์ละ 3-4 มื้อ
ในเนื้อปลามีโปรตีนประมาณร้อยละ 17-23 ซึ่งเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ทำให้ระบบย่อยของเราไม่ต้องทำงานหนัก แถมมีกรดโอเมก้า 3 และกรดไขมันอีพีเอ ช่วยลดการสะสมของมันอิ่มตัว อันเป็นสาเหตุให้เส้นเลือดอุดตัน นำไปสู่การเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองแตกได้ ที่สำคัญมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสช่วยสร้างกระดูกของเราให้แข็งแรง ป้องกันภาวะกระดูกพรุนและกระดูกหักง่าย}
ขอบคุณข้อมูลจาก MomyPedia
ขอขอบคุณรูปภาพจาก healthmee
อาหารลดน้ำหนัก2
อาหารลดน้ำหนัก ภาวะน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน เป็นบ่อเกิดของโรคต่าง ๆ ที่ตามมาคือ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคข้อเข่าอักเสบ โรคหัวใจขาดเลือด
ถ้าค่าที่ได้ > 25 กิโลกรัม/ตารางเมตร ก็จะเป็นโรคอ้วน
1. พิจารณาจากตารางการเปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวของคนไทยเพศเดียวกัน ของกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แต่ถ้าไม่มีตารางเปรียบเทียบ ก็สามารถคำนวณหาน้ำหนักตัวได้จากวิธีง่าย ๆ การใช้วิธีแบบง่าย ๆ หญิง = ความสูงเป็นเซนติเมตร - 100 - (10% ของผลลบ) ชาย = ความสูงเป็นเซนติเมตร - 100 หรือ หญิง = ความสูง (เซนติเมตร) - 100 x 0.8 ชาย = ความสูง (เซนติเมตร) - 100 x 0.9
2. กินอาหารให้ครบ 3 มื้อ ห้ามงดมื้อใดมื้อหนึ่ง และอาหารต้องประกอบด้วยอาหาร 5 หมู่ ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง ข้าวแป้งและเผือก มัน น้ำตาลและผลิตภัณฑ์จากแป้ง ผลไม้ ผักใบเขียว-ขาวทุกชนิด ไขมันจากพืชและสัตว์ เป็นต้น ดูรายละเอียด
3. เนื้อสัตว์ ควรเป็นเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไม่มีหนัง และปลา การปรุงประกอบควรใช้การอบ ย่าง นึ่ง ไม่ควรทอดในน้ำมันมาก สำหรับเด็กความต้องการโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพื่อการเจริญเติบโตควรให้มากกว่าผู้ใหญ่ประมาณร้อยละ 20-25 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน ผู้ใหญ่ควรได้ร้อยละ 15-20 ของพลังงานที่ต้องได้ต่อวัน
นม : ควรเป็นนมสดจืดพร่องมันเนย หรือนมขาดมันเนย จะมีปริมาณไขมันน้อยกว่านมพร้อมดื่ม และไม่ควรดื่มนมปรุงแต่งรส ซึ่งจะมีน้ำตาลเพิ่มขึ้น เด็กควรดื่มวันละ 2-3 กล่อง ผู้ใหญ่ควรดื่มนมขาดมันเนยวันละ 1-2 กล่อง
ไข่ : เด็กควรกินวันละ 1 ฟอง ผู้ใหญ่ที่มีปัญหาคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ควรกินสัปดาห์ละ 2-3 ฟอง หรืองดกินไข่แดง ควรปรุงประกอบด้วยวิธีนึ่ง ต้ม หรือตุ๋น ไม่ควรทอดในน้ำมัน
ผักใบเขียว-ขาว ควรกินให้มากทุกมื้อและทุกวัน ผักให้วิตามินและเกลือแร่ เช่นเดียวกับผลไม้ พร้อมทั้งใยอาหารที่ดีด้วย ผักที่มีสีแดง แสด เช่น แครอท ฟักทอง มะเขือเทศ ฯลฯ ควรได้กินสลับกับผักใบเขียว-ขาว
ใยอาหาร : คือผนังของพืชที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อยได้ ใยอาหารได้จากผัก ผลไม้ ข้าวซ้อมมือ ฯลฯ มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักด้วย ใยอาหารใช้เวลาอยู่ในกระเพาะอาหารและลำไส้เป็นเวลานานและดูดน้ำ ทำให้ใยอาหารเกิดการพองตัว ทำให้ไม่เกิดอาการหิวบ่อย ใยอาหารยังดูดซับไขมันและน้ำตาลบางส่วน และสารพิษต่าง ๆ พร้อมจะถูกขับออกจากร่างได้เช่นกัน ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ กระเพาะอาหาร และริดสีดวงทวารด้วย
4.การลดน้ำหนักโดยการกินอาหารมังสะวิรัตคือ การงดกินเนื้อสัตว์ ซึ่งถ้าเป็นเด็กไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง เด็กยังมีการเจริญเติบโตและต้องได้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ นม ไข่ ปลา ควรต้องกินให้ครบทุกมื้อและทุกวัน โปรตีนที่ได้จากข้าวและผลิตภัณฑ์ผัก เป็นโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์มีกรดอะมิโนไม่ครบถ้วน ร่างกายใช้ประโยชน์ไม่ได้เต็มที่ เด็กจะไม่เจริญเติบโตตามวัยมีรูปร่างเตี้ยเล็กได้ ในผู้ใหญ่ยังต้องใช้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ นม เพื่อใช้ในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายด้วยเช่นกัน ความต้องการอาหารเหล่านี้อาจจะน้อยลง
5. ออกกำลังกายทุกวัน ๆ ละ 1/2-1 ชั่วโมง การเลือกวิธีออกกำลังกายควรให้เหมาะสมกับสภาวะของร่างกาย รวมทั้งพยาธิสภาพที่ตนมีอยู่ ควรมีการปรึกษาแพทย์และนักภายภาพบำบัดเพื่อการออกกำลังกายที่ถูกต้อง
สรุปข้อแนะนำในการลดน้ำหนัก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










